Newsflash

ขอนำเสนอให้บอร์ดนี้เป็นเรื่องราวสินค้าเกษตรจากแหล่งกำเนิด เป็นสินค้าเกษตรต้นทาง ตามสภาพเป็นจริง เพื่อรู้แหล่งที่มาและการจัดการตามท้องถิ่น

ยินดีต้อนรับสู่ตลาดเกษตรดอทเนตย้ำดอทเนตนะครับ
นำเข้าส้มโอพันธุ์ทองดีของไทยผ่านฉลุย

ชาว สวนส้มโอพันธุ์ทองดีของไทยเตรียมเฮรับปีใหม่ หลังทูตเกษตรญี่ปุ่นเผยแนวโน้มการประชุมรับฟังความคิดเห็นการอนุญาตการนำ เข้าส้มโอพันธุ์ทองดีของไทยผ่านฉลุย ก.เกษตรฯคาดส่งออกได้ต้นปี’55

นางสาวสุพัตรา  ธนเสนีย์วัฒน์  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับรายงานจาก นายฉันทานนท์  วรรณเขจร  อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร  ผู้อำนวยการสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงโตเกียว  ถึงผลการประชุมรับฟังความคิดเห็นในการปรับปรุงแก้ไขข้อกำหนดในพระราชบัญญัติคุ้มครองพืช เพื่ออนุญาตการนำเข้าส้มโอพันธุ์ทองดีของไทย   โดยกระทรวงเกษตรฯ  ญี่ปุ่น  ได้เปิดรับฟังความคิดเห็น  (Public Comment)  ตั้งแต่วันที่  30  พฤศจิกายน  2554  และจะสิ้นสุดการรับฟังความคิดเห็นวันที่  29  ธันวาคม  2554  รวมถึงจัดประชุมอภิปรายแสดงความคิดเห็น  (Public Hearing)  ในวันที่  14  ธันวาคม  2554  ไปเรียบร้อยแล้ว  โดยบรรยากาศการประชุมอภิปรายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย  ซึ่งหากไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ  กระทรวงเกษตรฯ  ญี่ปุ่น  ก็จะได้ออกประกาศอนุญาตให้ประเทศไทยส่งออกส้มโอพันธุ์ทองดีมายังตลาดญี่ปุ่นได้ภายในช่วงต้นปี  2555

“ถือ เป็นข่าวที่น่ายินดีและส่งผลดีต่อสถานการณ์การส่งออกส้มโอพันธุ์ทองดีของไทย หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ใช้ความพยายามในการเจรจาขอเปิดตลาดและ ผลักดันให้ส้มโอพันธุ์ทองดีของไทยให้สามารถส่งออกไปยังตลาดญี่ปุ่นได้อยู่ หลายปี” นางสาวสุพัตรา กล่าว  

นางสาวสุพัตรา  กล่าวเพิ่มเติมว่า  ส้มโอพันธุ์ทองดีน่าจะเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมในตลาดญี่ปุ่น  เนื่องจากมีรสชาติดีตามรสนิยมผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น  เก็บรักษาง่ายและมีอายุยาว  แต่สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอพันธุ์ทองดีต้องเข้าใจและเตรียมความพร้อม  คือ  ต้องผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน  เนื่องจากตลาดญี่ปุ่นให้ความสำคัญ  พร้อมทั้งเข้าใจวิธีและขั้นตอนในการส่งออกตามระเบียบของญี่ปุ่น  ซึ่งสามารถสอบถามได้จากกรมวิชาการเกษตร  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  หรือหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใกล้บ้านหรือสวนของท่าน 

ขณะเดียวกัน ส้มโอพันธุ์ทองดีจะเป็นผลไม้สดชนิดที่  9  ต่อจาก  มะม่วง  มังคุด  ทุเรียน  กล้วย  สับปะรด  มะพร้าวอ่อน  สละ  และมะขามหวาน  ที่ประเทศไทยสามารถส่งออกมายังประเทศญี่ปุ่นได้แล้ว  ซึ่ง ก็จะเป็นผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่คาดว่าจะนำเงินตราเข้าสู่ประเทศไทยได้เป็นอัน มากและช่วยทำให้เกษตรกรผู้ปลูกสามารถขายส้มโอได้ในราคาดีขึ้น  ส่งผลถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
 
ถุงแผ่นฟิล์มพลาสติคห่อผลมะม่วง
คำถามจากแปลงปลูก - ชุมนุมผู้ปลูก
 

ถุงแผ่นฟิล์มพลาสติคห่อผลมะม่วงบนต้น เป็นผลงานการคิดค้นวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือเอ็มเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ดร. จิตติ์พร เครือเนตร และทีมงาน

ซึ่งผลงานเด่นชิ้นนี้ถือว่าเป็นประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเพื่อการส่งออก

ทั้งนี้ เจ้าของผลงานวิจัยชิ้นนี้บอกว่า ในการปลูกมะม่วงเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มมะม่วงน้ำดอกไม้นั้น ซึ่งมีปริมาณและมูลค่าการส่งออกมากกว่า 1,000 ตัน ต่อปี

อย่างไรก็ดี ปริมาณการส่งออกดังกล่าวเป็นเพียงร้อยละ 5 ของผลผลิตของประเทศไทยเท่านั้น

โดยมีสาเหตุหลักมาจากการขาดการบริหารจัดการ การเพาะปลูกและการดูแลเอาใจใส่ผลิตผลสดขณะกำลังเจริญเติบโต ทำให้ผลมะม่วงที่ได้มีคุณภาพไม่เพียงพอต่อการส่งออก

ทั้งปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดคุณภาพของมะม่วงมีด้วยกันหลายประการ คือ ขนาด น้ำหนัก รูปร่าง สีผิว ความนวลเนียนของผิว ความมันวาว รสชาติ และเนื้อสัมผัส โดยเฉพาะขนาด น้ำหนัก และสีผิว ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญประการแรกที่มีผลต่อมาตรฐานการส่งออกมะม่วงของไทย

วิธีการหนึ่งที่เป็นที่นิยมของเกษตรกรในการควบคุมคุณภาพ คือการใช้ถุงห่อผลมะม่วงบนต้นขณะกำลังเจริญเติบโต โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดการเข้าทำลายของแมลงอันตรายและเพลี้ยชนิดต่างๆ และผลที่ตามมาคือ สีผิวของผลมะม่วงดีขึ้นเมื่อเทียบกับผลที่ไม่ได้ห่อ

วัสดุห่อที่เป็นที่นิยมในขณะนี้ คือ ถุงกระดาษ 2 ชั้น นำเข้าจากต่างประเทศ ผลไม้ที่ห่อด้วยกระดาษ 2 ชั้น มีผิวสีเหลืองและเรียบเนียนสวย ไม่มีจุดด่างดำ เป็นที่ต้องการของตลาดส่งออก

ในเวลานี้ประเทศไทยต้องมีการนำเข้าถุงห่อประมาณ 2,000 ล้านใบ ต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,700 ล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ทางเอ็มเทค โดย ดร. จิตติ์พร จึงคิดค้นพัฒนาจนได้สิ่งประดิษฐ์ "ถุงแผ่นฟิล์มพลาสติคห่อผลมะม่วง" ซึ่งเป็นถุงห่อชนิดใหม่จากพลาสติคที่มีส่วนผสมของไบโอโพลิเมอร์ที่ย่อยสลายหลังใช้งานได้

คุณสมบัติเด่นของผลงานดังกล่าว คือ

 

อ่านเพิ่มเติม
 
มารู้จักยาฆ่าแมลงกันเถอะ

ยาฆ่าแมลง

ยาฆ่าแมลงที่ใช้ควบคุมและ กำจัดแมลงและไรศัตรูพืชในการ เกษตรและการสาธารณสุขมี สมบัติทำให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ พืช หรือทรัพย์สินได้ และ เนื่องจากแมลงได้ทำลายผลผลิต ของพืชเศรษฐกิจให้เสียหายปีละ เป็นจำนวนมาก ทั้งยังเป็นพาหะ นำโรคมาสู่มนุษย์ สัตว์เลี้ยงและ พืชได้อีกด้วยความนิยมใช้ยาฆ่า แมลงในปัจจุบันจึงได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ยาฆ่าแมลงที่ใช้กันตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงสมัยปัจจุบันพอจะแบ่งออกได้เป็น 7 จำพวกคือ

1. ยาฆ่าแมลงจำพวกสารอนินทรีย์ inorganic insecticide ได้แก่ สารจำพวกสารหนู กำมะถันผง และคอปเปอร์ซัลเฟต (Copper sulphate) สารหนูเป็นยาฆ่าแมลงที่ใช้กันมานานแล้ว นิยมใช้ในการป้องกันกำจัดแมลง ประเภทปากกัดกิน เช่น แมลงสาบ ปลวก ตั๊กแตน และตัวหนอนผีเสื้อ กินพืชบางชนิด ถึงแม้ว่าจะมีอันตรายน้อยต่อแมลงที่มีประโยชน์ แต่มีพิษ ต่อคนและสัตว์มาก สลายตัวได้ยากและมีพิษต่อพืชสูง

2. ยาฆ่าแมลงจำพวกสกัดมาจากพืช (botanical insecticide) ได้แก่ ยาฉุน ได้จากใบยาสูบ โล่ติ้นได้จากรากของต้นหางไหล (Derris elliptica) และไพรีทรินส์ได้จากดอกต้นไพริทรัม (Chrysanthemum cineraiaefolium) ยาฆ่าแมลงจำพวกนี้โดยเฉพาะไพรีทรินส์นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยผสมกับยาฆ่าแมลงอื่นๆ บรรจุในกระป๋องสเปรย์ ฆ่ายุง มีพิษต่อระบบ หายใจของแมลง แมลงจะมีอาการขาดออกซิเจนและเป็นอัมพาตตายในที่สุด มีพิษต่อคนและสัตว์เลือดอุ่นน้อยมาก สลายตัวได้รวดเร็ว จึงไม่มีพิษตกค้าง ในสิ่งแวดล้อม

3. ยาฆ่าแมลงจำพวกคลอริเนตเตทไฮโดรคาร์บอน (chlorinated hydrocabon) หรือยา

จำพวกออร์กาโนคลอรีน (organochlorine) ได้แก่ ดีดีที เคลเธน คลอเดน อัลดริน ดรีลดริน ฯลฯ ใช้กำจัดแมลงได้อย่างกว้างขวาง มีพิษคงทนอยู่ในธรรมชาติได้นาน จึงมีปัญหาสารพิษตกค้างในอาหาร และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมมาก

4. ยาฆ่าแมลง

จำพวกออร์กาโนฟอสเฟต (organophosphates) ได้แก่ พาราไธออนหรือโพลิดอล ซูมิไธออน มาลาไทออน กูซาไทออน เมวินฟอส ไดอะซิโนน ไดซีสตอน ฯลฯ มีประสิทธิภาพสูงในการฆ่าแมลงและ สลายตัวได้รวดเร็วหลังการใช้จึงใช้ได้ดีในพืชผัก โดยการพ่นก่อน เก็บเกี่ยวในระยะเวลาสั้นๆ บางชนิดมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าแมลงประเภทดูดซึม (systemic insecticide)จึงใช้ได้ดีในการปราบแมลงปากดูด จำพวกเพลี้ย และมวน และแมลงที่กัดกินอยู่ภายในลำต้น เช่น หนอนเจาะลำต้น
5. ยาฆ่าแมลง

จำพวกคาร์บาเมต (carbamates) ได้แก่ คาร์บารีล หรือเซวิน เทมิค และฟูราแดน เป็นยาฆ่าแมลงที่ค่อนข้างใหม่กว่ายาฆ่าแมลง จำพวกคลอริเนตเตทไฮโดรคาร์บอน และออร์กาโนฟอสเฟต มีพิษต่อ มนุษย์และสัตว์เลือดอุ่นน้อยมาก ยกเว้นยาเทมิค สลายตัวได้รวดเร็ว ไม่ ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม แต่มีราคาค่อนข้างแพง

6. ยาฆ่าแมลงจำพวกสารที่เป็นเชื้อโรคของแมลง (insect pathogens) ได้แก่ ทูริไซด์และอาร์โกนา ผลิตจากเชื้อแบคทีเรียและไวรอนเอช ผลิตจากไวรัส โดยที่เชื้อโรคของแมลงเหล่านี้รวมทั้งไส้เดือนฝอย สัตว์เซลล์เดียว และเชื้อรา จะทำให้แมลงเกิดเป็นโรคและตายในที่สุด นิยมใช้กันมากในต่าง ประเทศ เช่น ใช้เชื้อแบคทีเรียชนิด Bacillus thuringiensis ในการปราบหนอน คืบผักกาด ข้อดีของยาฆ่าแมลงจำพวกนี้คือ จะมีอันตรายเฉพาะเจาะจงต่อ ศัตรูพืช แต่ไม่มีอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์อื่นๆ

อ่านต่อ
 
การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยวมะม่วง

ะม่วงมีหลายพันธุ์ อาจแบ่งเป็นได้ ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ คือ
1. มะม่วงสำหรับรับประทานผลดิบ เช่น พิมเสนมัน แรด เขียวเสวย เป็นต้น
2. มะม่วงสำหรับรับประทานผลสุก เช่น อกร่อง น้ำดอกไม้ หนังกลางวัน เป็นต้น
3. มะม่วงสำหรับดอง (pickling)  เช่น มะม่วงแก้ว เป็นต้น
4. มะม่วงสำหรับบรรจุกระป๋อง (canning) เช่น ทำน้ำคั้น มะม่วงแช่อิ่ม เช่น มะม่วงสามปี เป็นต้น

การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยวมะม่วง

มะม่วงที่แก่จัด หลังการเก็บเกี่ยว จะถูกบรรจุใส่ภาชนะ แล้วลำเลียงไปยังแหล่งคัดบรรจุ การเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวทุกขั้นตอน ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง เพราะผลมะม่วงมีผิวบาง ต้องระวังไม่ให้เกิดบาดแผล หรือกระทบกระแทกชอกช้ำ

  • การคัดเลือก (sorting) เพื่อคัดเอาผลเสียและผิดปกติ ไม่ได้ขนาด มีตำหนิ ออกให้หมด เป็นการป้องกันการแพร่กระจายของจุลินทรีย์ ทั้งแบคทีเรีย และ รา จากผลเสียไปยังผลปกติ ซึ่งจุลินทรีย์จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นหาก เกิดแผลเปิด หรือรอยช้ำบนผลมะม่วง
  • การล้าง ทำความสะอาด
  • การกำจัดแมลงในผลมะม่วง หลังการเก็บเกี่ยวมะม่วงอาจมีแมลงหรือไข่แมลงวันทอง อยู่ภายในผล การกำจัดแมลงหรือไข่แมลงวันทอง ทำได้โดยนำผลมะม่วง มาแช่ในน้ำร้อนที่ 40-55 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 นาที อาจผสมสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (pesticides) เช่น ไธอะเบนดาโซล หรือเบโนมิลในน้ำแช่ หรืออาจใช้ การฉายรังสี (food irradiation) ปริมาณรังสี ที่อนุญาติให้ใช้เพื่อ ควบคุมการแพร่พันธุ์ของแมลง และชะลอการสุก ของมะม่วงไม่เกิน 1 กิโลเกรย์ 
  • การลดอุณหภูมิ (pre-cooling) โดยแช่ในน้ำเย็นไหลผ่าน (hydro cooling) เพื่อลดปริมาณความร้อนภายในผลการหายใจ โดยมะม่วง 1 ตัน จะปลดปล่อยพลังงานความร้อนออกมากถึง 16500-33300 BTU/วัน การลดอุณหภูมิของมะม่วง ด้วยน้ำเย็นจะทำจน อุณหภูมิภายในผล มีอุณหภูมิ 13-15 องศาเซลเซียส จากนั้นนำไป สะเด็ดน้ำด้วยพัดลม
  • ตรวจสอบคุณภาพอีกครั้ง บรรจุผลตั้งในกล่องกระดาษ โดยให้ด้านขั้วลง อาจใส่ วัสดุป้องกันการสั่นกระแทก เพื่อป้องกันการบอบช้ำ ระหว่างการขนส่งและการจัดจำหน่ายแล้วปิดฝากล่อง
  • เก็บรักษาในห้องเย็น (cold storage) อุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85-90 เปอร์เซ็นต์ เพื่อรอการขนส่ง มะม่วงมีอายุการเก็บรักษา 2-3 สัปดาห์

http://www.youtube.com/watch?v=wodBHF_1xwo&feature=player_embedded

 

การเกิดการสะท้านหนาวของมะม่วง

การแช่เย็นมะม่วงที่อุณภูมิ 10-13  องศาเซลซียส หรือต่ำกว่านี้ ทำให้เกิดอาการสะท้านหนาว (chilling injury) ทำให้การสุกผิดปกติ เกิดกลิ่นผิดปกติ สีผิวผบเปลี่ยน เป็นสีน้ำตาล และเป็นสาเหตุของการเสื่อมเสียด้วยจุลินทรีย์ (microbial spoilage) ไ ด้ง่าย

 
ขนาดของผลมะม่วงเพื่อส่งออกประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

มะม่วงจัดได้ว่าเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญอันดับต้นๆของประเทศไทย  เดิมปลูกเพื่อบริโภคภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่  แต่ปัจจุบันการปลูกมะม่วงของเกษตรกรไทยมุ่งส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ  เช่น  ญี่ปุ่น  มาเลเซีย  สิงคโปร์  เวียดนาม  เกาหลีใต้  นิวซีแลนด์  แอฟริกา  รัสเซีย  จีน  สหภาพยุโรป  ภายใต้ระบบการผลิตตามมาตรฐานการส่งออก  พันธุ์มะม่วงที่สามารถส่งออกได้  เช่น  น้ำดอกไม้เบอร์ 4  น้ำดอกไม้สีทอง  หนังกลางวัน  มหาชนก  และแรด  ส่วนปริมาณการส่งออกของมะม่วงแต่ละพันธุ์ขึ้นอยู่กับความต้องการของประเทศนั้น ๆ  พื้นที่ปลูกมะม่วงในประเทศไทยประมาณ  2  ล้านไร่  มีบริษัทส่งออกถึง  ประมาณ  30  บริษัท  ถึงแม้จะมีพื้นที่ปลูกและปริมาณมาก  แต่มะม่วงที่มีคุณภาพดี  ตรงตามมาตรฐานมีจำนวนน้อย  ไม่เพียงพอต่อการส่งออก  เฉพาะประเทศญี่ปุ่นประเทศเดียวต้องการมะม่วงถึง  1  หมื่นตัน  แต่ไทยสามารถส่งได้เพียง  1,500  ตันเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง  จำเป็นจะต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการผลิตมะม่วงให้ได้คุณภาพตรงตามมาตรฐานที่แต่ละกลุ่มกำหนดไว้  และจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องรวมกลุ่มกันผลิตมะม่วงเพื่อที่จะบริหารจัดการด้านการผลิต  การควบคุมคุณภาพและปริมาณผลผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยของผู้บริโภคและผู้ผลิต  เช่น  สารเคมีตกค้างและสารเคมีที่ห้ามใช้ในกระบวนการผลิต  จึงจะประสบความสำเร็จในการผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกอย่างมืออาชีพ  สามารถยกระดับความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของครอบครัวให้มั่นคง  สามารถแข่งขันกับการตลาดภายใต้การค้าเสรีอย่างยั่งยืน  และทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยพัฒนาเจริญก้าวหน้าต่อไปได้

การปลิดผล9

ให้ปลิดผลออกก่อนการห่อผล จำนวน 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อผลมีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ (ประมาณ 20 วันหลังติดผล) โดยเลือกปลิดผลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ออก ได้แก่ ผลกระเทย ผลไม่ได้รูปทรง ผลบิดเบี้ยว และผลที่เบียดกัน อย่างไรก็ตามผลเหล่านี้สามารถขายได้ 13 บาทต่อ กก. นับเป็นผลขนาดเล็กสุดที่ปลิดออกในช่วงพฤศจิกายน-ต้นธันวาคม ครั้งที่ 2 ประมาณ 30 วันหลังติดผล ได้แก่ ผลกระเทย ผลบิดเบี้ยว ผลผิดรูปทรง ผลสีเขียวคล้ำ (ผลที่สมบูรณ์จะมีสีเขียวอ่อน) ผลขนาดลูกปิงปองขึ้นไป (เรียกลูกใหญ่) ขายได้ 3 บาทต่อ กก. ครั้งที่ 3 ซอยผลให้ห่าง กรณีช่อที่มีผลอยู่ห่างกัน เหลือไว้ไม่เกิน 2 ผลต่อช่อ (ผลลาย ผิวมีรอยขีด ผลต่อช่อมากเกินไป) ผลใหญ่ขายได้ 3 บาทต่อ กก. (มะม่วงยำ)

 

อ่านเพิ่มเติม
 
<< เริ่มแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 ถัดไป > สุดท้าย >>

หน้า 1 จาก 3

ครบเครื่องเรื่องเกษตร

โอกาสทองส่งออกหอมแดงสศก.ชี้ออเดอร์พุ่ง-ผลผลิตคู่แข่งเสียหายกระเทียม-หอมใหญ่-มันฝรั่งแห่ -

 

นางนารีณัฐ รุณภัย รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดสินค้าหอมแดง กระเทียม หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่งปี 2554 ณ เดือนมกราคม คาดว่า หอมแดงจะมีผลผลิตออกสู่ตลาด 192,308 ตัน โดยทยอยออกสู่ตลาดแล้วประมาณร้อยละ 30 โดยหอมแดงสดราคาที่เกษตรกรขายได้กิโลกรัมละ 22-30 บาท หรือไร่ละประมาณ 90,000-120,000 บาท คาดว่า เกษตรกรจะมีกำไรจากการขายหอมแดงประมาณไร่ละ 50,00-80,000 บาท และคาดว่าจะอยู่ในระดับสูงจนถึงสิ้นฤดูแล้ง เนื่องจากอินโดนีเซียซึ่งเป็นคู่ค้าของไทย มีผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ จึงมีคำสั่งซื้อเข้ามามาก ขณะที่ประเทศคู่แข่งขัน ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินเดีย ผลผลิตเสียหาย จึงนับเป็นโอกาสทองในการส่งออกหอมแดง

เกษตรดีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตหอมหัวใหญ่ -

1. แหล่งปลูก
1.1 สภาพพื้นที่
•    ปลูกได้ดีในพื้นที่ปลูกที่มีสภาพอากาศค่อนข้างหนาวเย็น
•    ไม่เป็นแหล่งที่มีน้ำขัง
•    ใกล้แหล่งน้ำสะอาด และสะดวกต่อการนำมาใช้
•    ห่างไกลจากแหล่งมลพิษ
•    การคมนาคมขนส่งสะดวก สามารถนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็ว
1.2 ลักษณะดิน
•    ปลูกได้ดีแทบทุกชนิดที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีการระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศดี
•    มีค่าความเป็นกรดด่างอยู่ระหว่าง 5.8-6.5
1.3 สภาพภูมิอากาศ
•    ต้องการอากาศเย็นและชื้นในช่วงการเจริญเติบโตหลังจากนั้นต้องการอุณหภูมิสูงขึ้นและความชื้นต่ำ
•    อุณหภูมิที่เหมาะสม คือ 13-34 องศาเซลเซียส
1.4 แหล่งน้ำ
•    มีแหล่งน้ำสะอาดปราศจากสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปนเปื้อน
•    มีน้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูปลูก
2. พันธุ์
2.1 การเลือกพันธุ์
•    เลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับฤดูปลูกและตลาด
•    มีความสมบูรณ์ไม่เป็นโรค
•    เจริญเติบโต และให้ผลผลิตสูง
2.2 พันธุ์ที่นิยมปลูก  เป็นพันธุ์ลูกผสม ได้แก่
•    Yellow Granex 33
•    Yellow Granex 429
•    Superrex
•    Savanah Sweet
3. การปลูก
3.1 สภาพพื้นที่
แปลงเพาะกล้า
•    ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาวตามความเหมาะสม หว่านปูนขาว อัตรา 150-200 กิโลกรัม/ไร่พรวนดินบนแปลง ทิ้งไว้ 10 วัน
•    ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2 ตัน/ไร่ และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่พรวนดิน ปรับหน้าแปลงให้เรียบ
•    ทำร่องเล็ก ๆ ขวางตามแปลง ระยะระหว่างร่อง 15 เซนติเมตร
แปลงปลูก
•    ไถดินและตากดินทิ้งไว้ 7-10 วัน เพื่อกำจัดวัชพืช โรค แมลง
•    วิเคราะห์ดิน ถ้าดินมีความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ใส่ปูนขาว อัตรา 100-200 กิโลกรัม/ไร่และใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2 ตัน/ไร่ พรวนดินให้ดินร่วนสามารถถ่ายเทอากาศได้ดี
•    ขนาดแปลงปลูก กว้างประมาณ 1 เมตร ความยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่ ร่องระหว่างแปลง 40 เซนติเมตร
3.2 วิธีการปลูก
•    โรยเมล็ดหอมหัวใหญ่ในร่องที่เตรียมไว้ กลบเมล็ดด้วยดิน และใช้แกลบกลบหน้าแปลงให้ทั่วรดน้ำผสมสารป้องกันกำจัดโรคและแมลง
•    เมื่อต้นกล้าอายุ 20 วัน และ 30 วัน รดน้ำผสมยูเรีย อัตรา 1 กำมือต่อน้ำ 20 ลิตร และรดน้ำเปล่าตาม
•    เดือนที่เหมาะสมสำหรับการเพาะกล้าบนพื้นที่ราบในปลายฤดูฝนคือ กันยายน - ตุลาคม และควรทำหลังคาหรือใช้พลาสติกใสคลุมป้องกันฝน ส่วนพื้นที่สูงเดือนที่เหมาะสมคือเดือนมกราคม
•    เมื่อพ้นช่วงฝน ใช้แกลบดินหรือฟางข้าวคลุมหลังจากเพาะเมล็ดแล้ว 6-7 วัน
•    เมื่อต้นกล้าเจริยเติบโต ควรเอาฟางข้าวออกให้หมด
3.2.2 วิธีปลูก
•    ย้ายต้นกล้าเมื่ออายุได้ 30-40 วัน
•    ระยะปลูกระหว่างหลุมและแถว 15x20 เซนติเมตร ใช้ฟางข้าวคลุมแปลง รดน้ำแล้วจึงปลูก
•    คัดขนาดต้นกล้าเท่ากัน ปลูกในแปลงเดียว เพื่อสะดวกต่อการดูแลรักษา
4. การดูแลรักษา
4.1 การให้ปุ๋ย        หว่านทั่วแปลง และรดน้ำทันที
•    ก่อนปลูก ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-10-10 อัตรา 40-50 กิโลกรัม/ไร่
•    หลังปลูก 30 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 16-10-10 อัตรา 40-50 กิโลกรัม/ไร่
4.2 การให้น้ำ
•    ให้น้ำทันทีหลังปลูกและใส่ปุ๋ย
•    ควรให้น้ำสม่ำเสมอ ไม่แห้ง และเปียกเกินไป
•    การให้น้ำที่เหมาะสม คือ แบบฝนเทียม
•    อย่าให้น้ำขังในแปลง
4.3 การอนุรักษ์แมลงศัตรูธรรมชาติ
ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูหอมหัวใหญ่ที่สำคัญ พบทั่วไปในแปลงหอมหัวใหญ่ ได้แก่
•    แตนเบียนหนอนโคทีเซีย
ตัวเต็มวัยมีสีดำขนาดเล็กเท่ายุง วางไข่ในตัวหนอนกระทู้หอม หลังฟักเป็นตัวหนอนอาศัยอยู่ภายในประมาณ 7 วัน แล้วออกมาถักรังเข้าดักแด้ภายนอก ดักแด้มีสีน้ำตาลขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารแต่ยาวเพียงครึ่งเดียว ทำให้หนอนกระทู้หอมไม่กินอาหารและตายในที่สุด
•    แมลงห้ำ
เช่น มวนพิฆาต วางไข่เป็นกลุ่มสีทองแดง ตัวอ่อนวัยแรกสีดำ วัยต่อมาสีดำแต้มแดงตัวเต็มวัยสีน้ำตาล บ่ามีหนามแหลมข้างละอัน ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากหนอนแมลงศัตรูพืช
ศัตรูธรรมชาติทั้ง 2 จำพวกนี้มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืชดังนั้นในการป้องกันกำจัดศัตรูหอมหัวใหญ่ ควรใช้วิธีการที่ปลอดภัย เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ

5. สุขลักษณะและความสะอาด
•    กำจัดวัชพืช ควรกำจัดขณะวัชพืชยังเล็ก เพื่อไม่ให้แข่งขันกับพืชหลัก หรือเป็นแหล่งเพาะ
ศัตรูพืชหรือติดไปกับผลผลิต
•    ควรเก็บวัชพืช เศษพืชโดยเฉพาะที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก
•    อุปกรณ์ เช่น กรรไกร เครื่องพ่นสารเคมี ภาชนะที่ใช้เก็บผลผลิต ฯลฯ หลังใช้งานแล้วต้อง
ทำความสะอาด และเก็บให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
•    ภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว ให้ล้างทำความสะอาด นำน้ำที่ล้างไปพ่นป้องกันกำจัด
ศัตรูพืชสำหรับภาชนะบรรจุให้ทำลายอย่างเหมาะสม เช่น ฝังดิน ไม่ควรนำมาใช้ใหม่อีก
6.ศัตรูของหอมหัวใหญ่และการป้องกันกำจัด
6.1 โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
6.1.1 โรคแอนแทรคโนสหรือโรคหอมเลี้อย
ลักษณะอาการ
•    โรคแอนแทรคโนสหรือโรคหอมเลื้อยระบาดทำความเสียหายในฤดูฝน ต้นหอมที่เป็นโรคมีอาการแคระแกรนไม่ลงหัว ใบบิดโค้งงอ หัวลีบยาว มักพบแผลเป็นรูปรี เนื้อเยื่อแผลยุบตัวต่ำกว่าระดับเดิมเล็กน้อย บนแผลจะพบสปอร์ของเชื้อราเป็นของเหลวสีส้มอมชมพู ซึ่งเมื่อแห้งแล้วจะกลายเป็นตุ่มสีดำเล็ก ๆ เรียงกันเป็นวงรีซ้อนกันหลายชั้น ที่บริเวณใบ โคนกาบใบคอ หรือส่วนหัว เกิดร่วมกับอาการเลื้อยไม่ลงหัว
การป้องกันกำจัด
•    ก่อนปลูกแต่ละรุ่นควรมีการปรับปรุงดินด้วยปูนขาวและปุ๋ยคอก เพื่อปรับสภาพดินให้เหมาะสม ควรไถตากดินสักระยะหนึ่งเพื่อลดปริมาณเชื้อราในดินโดยแสงอาทิตย์
•    หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นเป็นโรครีบเก็บไปเผาทำลายแล้วพ่นต้นที่เหลือด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำในตารางที่1
•    การปลูกหอมในฤดูฝนควรยกร่องสูงเพื่อให้มีการระบายน้ำดี ภายหลังฝนตกหนักควรทำการระบายน้ำไม่ให้น้ำท่วมขัง และพ่นสารป้องกันกำจัดโรคทันทีที่ต้นพืชฟื้นตัวดีแล้ว
•    ไม่ทิ้งซากพืชที่เป็นโรคไว้ในแปลง นำไปเผาทำลายให้หมด
6.1.2 โรคใบจุดสีม่วง
ลักษณะอาการ
•    อาการเริ่มแรกใบหอมหัวใหญ่เป็นจุดขาวเล็ก ๆ มีขอบเขตไม่แน่นอน ต่อมาจุดขาวเล็ก ๆ นี้ขยายใหญ่เป็นแผลรูปไข่ มีสีน้ำตาลปนม่วง ซึ่งมีสปอร์สีดำเป็นผงละเอียดอยู่บนแผล ขอบแผลสีเหลือง ใบที่เป็นแผลจะมีปลายใบแห้ง ถ้าเป็นมากใบจะแห้งหมดทั้งแปลงเก็บผลผลิตไม่ได้
การป้องกันกำจัด
•    ในพื้นที่ที่มีการปลูกหอมหัวใหญ่มานานติดต่อกัน ควรปลูกพืชอื่น ๆ สลับบ้างเพื่อตัดวงจรของโรค
•    ก่อนปลูกควรปรับปรุงดินด้วยปูนขาว ปุ๋ยอินทรียื เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมักที่สลายตัวดีแล้วเพื่อให้ดินมีสภาพที่เหมาะสมกับการปลูกหอมหัวใหญ่
•    หมั่นตรวจดูแลแปลงอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำในตารางที่ 1
•    ดูแลแปลงปลูกให้สะอาด เก็บเศษซากพืชที่เป็นโรคทั้งใบและหัวไปเผาทำลาย
ตารางที่ 1 การใช้สารป้องกันกำจัดโรคของหอมหัวใหญ่

ชื่อโรคพืช 

สารป้องกันกำจัด
โรคพืช
 

อีตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
 

วิธีการใข้/
ข้อควรระวัง
 

หยุดการใช้สาร
ก่อนเก็บเกี่ยว

โรคแอนแทรค
โนสหรือ
โรคหอมเลื้อย

แมนโคเซบ (80%WP)

40-50 กรัม

เริ่มพ่นเมื่อพบโรคระยะพ่น 3-5 ครั้ง สำหรับโพรคลอราซไม่ควรพ่นเกิน 4ครั้งติดต่อกันควรพ่นสลับด้วยแมนโคเซบเพื่อลดปัญหาการดื้อยาของเชื้อรา

15-20 วัน

โพรคลอราช(50%WP)

20 กรัม

ไดฟีโนโคนาโซล(25%EC)

15-20 มล.

โรคใบจุด
สีม่วง

แมนโคเซบ ( 80%WP)
ไดโพรไดโอน(50%WP)
ไดฟีโนโคนาโซล (25%EC)

40-50 กรัม
30 กรัม
15-20 มล.

ระยะพ่น 5-7 วันครั้ง ถ้าระบาดรุนแรงพ่นด้วยไอโพรไดโอนหรือไดฟีโนโคนาโซลหากไม่รุนแรงพ่นด้วยแมนโคเซบ

15-20 วัน

6.2 โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
6.2.1 หนอนกระทู้หอม
ลักษณะและการทำลาย
•    ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนวางไข่เป็นกลุ่มสีขาวมีขนปกคลุม หนอนที่ฟักออกจากไข่จะทำลายพืชโดยกัดกินบริเวณส่วนต่าง ๆ ของพืช มักจะพบรุนแรงกับหนอนในระยะโตตั้งแต่วัน 3 ขึ้นไปโดยหนอนจะแยกย้ายกัดกินทุกส่วนของพืชและเจาะเข้าไปทำลายในหลอดหอม ก่อให้เกิดความเสียหายและยากต่อการป้องกันกำจัดได้ เมื่อหนอนโตเต็มที่เข้าดักแด้ในดิน
การป้องกันกำจัด
•    เก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลายวิธีนี้พบว่าได้ผลดีและลดการระบาดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.2.2 หนอนชอนใบหอม
ลักษณะและการทำลาย
•    ตัวเต็มวัยเป็นแมลงวันขนาดเล็ก จะวางไข่ภายในผิวพืช ตัวหนอนจะชอนไชอยู่ในใบทำให้เกิดรอยเส้นสีขาวคดเคี้ยวไปมา เมื่อนาใบพืชมาส่องดูจะพบหนอนตัวเล็ก ๆ สีเหลืองอ่อน ใส อยู่ภายในเนื้อเยื่อใบพืช หากระบาดรุนแรงจะทำให้ใบเสียหาย ไม่สามารถสร้างใบทดแทนได้ ทำให้ผลผลิตลดลง
การป้องกันกำจัด
•    เผาทำลายเศษใบพืขที่ถูกทำลายเนื่องจากแมลงวันชอนใบตามพื้นดินจะสามารถช่วยลดการแพร่ระบาดได้ เนื่องจากดักแด้ที่อยู่ตามเศษใบพืชจะถูกทำลายไปด้วย

ตารางที่ 2 การใช้ชีวินทรีย์และสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูหอมหัวใหญ่

ชื่อแมลงศัตรู

ชีวินทรีย์/สารป้องกัน
กำจัดศัตรูพืช 1

อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร

วิธีการใช้/
ข้อควรระวัง

หยุดใช้ก่อน
เก็บเกี่ยว

หนอนกระทู้
หอม

บาซิลลัส ทูริงเยนซิส(เชื้อแบคทีเรีย)

60-80 กรัม

เมื่อพบกลุ่มไข่เฉลี่ย 0.5 กลุ่ม/1 ตารางเมตรโดยการ 1 วันสุ่มนับแบบทะแยงมุม 25 จุด/ไร่ พ่นทุก 5-7 วัน ประมาณ 3 ครั้งหรือจนกว่าการทำลายลดลงต่ำกว่า 10 เปอร์เซนต์พ่นทุก 5 วัน เมื่อมีการระบาด

1 วัน

นิวเคลียโพลีฮีโดรซิสไวรัส

30 มล.

0 วัน

คลอร์ฟลูอาซูรอน

15-30 มล.

7 วัน

เทบูฟีโนไซด์ (20%F)

20-30 มล.

14 วัน

ฟลูเฟนนอกซูรอน (5%EC)

20-40 มล.

7 วัน

สารสะกัดสะเดาของ
กรมวิชาการเกษตร(0.2%)

20 มล.

0 วัน

หนอนขอนใบ

เบตาไซฟลูทริน(2.5%EC)

20-30 มล.

เมื่อพบการระบาดทำลายใบ
เกิน 10 % จากการสุ่มนับแบบ
ทะแยงมุม 25 จุด/ไร่ พ่นทุก
5-7 วัน ประมาณ 3 ครั้ง
หรือพ่นจนกว่าการทำลาย
ลดลง มักจะพบการระบาด
ตั้งแต่ในแปลงกล้าจนถึงก่อน
เก็บเกี่ยวต่ำกว่า 10%

14 วัน

แอลฟาไซเพอร์เมทริน/
พีบีโอ (5% 25% EC)

20 มล.

5 วัน

เดลทาเมทริน (3% EC)

10-20 มล.

7-10 วัน

ทราโลทริน(36%EC)

15-30 มล

7-10 วัน

ฟิโปรนิล(5% SC)

10-20 มล.

7 วัน

6.3 วัชพืชและการป้องกันกำจัด
6.3.1 วัชพืชฤดูเดียว เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
•    วัชพืชประเภทใบแคบ ได้แก่ หญ้านกสีชมพู หญ้าตีนติด หญ้าตีนนก หญ้าปากควายและหญ้าไม้กวาด เป็นต้น
•    วัชพืชประเภทใบกว้าง ได้แก่ ผักโขม ผักเบี้ยหิน ผักเบี้ยใหญ่ หญ้ายาง เทียนนาหญ้ากำมะหยี่ โทงเทง กระเม็ง สะอึก ตดหมูตดหมา และสาบแร้ง-สาบกา เป็นต้น
6.3.2 วัชพืชข้ามปี เป็นวัชพืชที่ขยายพันธุ์ด้วยหัว ที่พบโดยทั่วไป ได้แก่ แห้วหมูและกก
การป้องกันกำจัด
•    กำจัดวัชพืชขณะยังเล็ก โดยถอน พรวน หรือถากดินตื้น ๆ
•    หากพบวัชพืชข้ามปีให้รับกำจัดส่วนการขยายพันธุ์ออก ตอนเตรียมแปลง ที่มักพบเสมอคือ แห้วหมู
•    การคลุมดินหลังปลูกช่วยรักษษความชื้นในดินและบังแสงสว่างไม่ให้วัชพืชงอกหรืองอก ได้ช้า
•    หากมีการใช้สารกำจัดวัชพืชประเภทก่อนวัขพืชงอก หลังพ่นเปิดผิวหน้าดินให้น้อยที่สุด


ตารางที่ 3 การใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชในแปลงหอมหัวใหญ่

ชื่อวัชพืช

สารป้องกันกำจัดวัชพืช

อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร

วิธีการใช้/ข้อควรระวัง

วัชพืชใบแคบ
(ฤดูเดียว)

เมโทรคลอร์ (40%EC)

150 มล.

· พ่นคลุมดินก่อนปลูกหรือหลังปลูกแล้วรดน้ำตาม

· ระวังละอองสารสัมผัสพืชข้างเคียง

อะลาคลอร์ (48%EC)

125 มล.

เพนดิเมทาลิน (33% EC)

150 มล.

วัชพืชใบกว้าง
(ฤดูเดียว)

ออกซีฟลูออเฟน (23.5% EC)

20-25 มล.

· พ่นคลุมดินก่อนปลูก

· ระวังละอองสารสัมผัสพืชข้างเคียง

7. คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม
•    การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เหมาะสม เกษตรกรควรรู้จักศัตรูพืช ชนิดและอัตราการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรุพืช รวมทั้งการเลือกใช้เครื่องพ่น และหัวฉีดที่ถูกต้อง นอกจากนั้นการพ่นควรกระจายให้คลุมทั้งต้น โดยเฉพาะบริเวณที่ศัตรูพืชเข้าทำลาย มีข้อแนะนำควรปฏิบัติ ดังนี้
7.1 การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสม
•    ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สารพิษเปียกเปื้อนเสื้อผ้า และร่างกายของผู้พ่นได้
•    ต้องสวมเสื้อผ้าและรองเท้าให้มิดชิด รวมทั้งส่วมหน้ากาก หรือผ้าปิดจมูก และศรีษะเพื่อป้องกันอันตรายจากสารพิษ
•    อ่านฉลากคำแนะนำ คุณสมบัติ และการใช้ ก่อนทุกครั้ง
•    ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจัดหรือลมแรง และผู้พ่นต้องอยู่เหนือลมตลอดเวลา
•    ควรเตรียมสารเคมีให้ใช้หมดในคราวเดียว ไม่ควรเหลือติดค้างไว้ในถังพ่น
•    เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาภาชนะบรรจุสารเคมีให้สนิท เก็บไว้ในที่มิดชิด ห่างจากสถานที่ปรุงอาหารแหล่งน้ำ และต้องปิดกุญแจโรงเก็บตลอดเวลา
•    ภายหลังการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง ผู้พ่นต้องอาบน้ำ สระผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที เสื้อผ้าที่ใส่ขณะพ่นสารต้องซักให้สะอาดทุกครั้ง
•    ไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารเคมีที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย โดยดูจากตารางคำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
•    ทำลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว อย่างทิ้งตามร่องสวน หรือทิ้งลงแม่น้ำลำคลอง

7.2 การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
7.2.1 เครื่องพ่น นิยมใช้มี 2 ชนิด ได้แก่
•    เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
•    เครื่องพ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว
7.2.2 วิธีการใช้
•    เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง
•    เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว
7.2.2 วิธีการใช้
•    เครื่องพ่นแบบสูบโยกสะพายหลัง ใช้อัตราการพ่น 60-80 ลิตรต่อไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดเล็ก(เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.6 มม.) สำหรับการพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช และใช้หัวฉีดแบบพัด หรือแบบปะทะ สำหรับการพ่นสารกำจัดวัชพืช
•    การพ่นสารกำจัดวัชพืชควรแยกเครื่องพ่นเฉพาะ ไม่ใช้ปนกับสารกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่น ๆ และหลังพ่นไม่ควรรบกวนผิวหน้าดิน ขณะพ่นกดหัวพ่นต่ำเพื่อให้ละอองสารเคมีตกลงบนพื้นที่ที่ต้องการควบคุมวัชพืชเท่านั้น ระวังการพ่นซ้ำแนวเดิมเพราะจะทำให้สารลงเป็น 2 เท่า
•    เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงดันของเหลว ใช้อัตราการพ่น 80-120 ลิตรต่อไร่ ใช้หัวฉีดแบบกรวยขนาดกลาง (เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.2 มม.) ปรับความดันในระบบการพ่นไว้ที่ 10 บาร์ หรือ 150ปอนด์ต่อตารางนิ้ว เหมาะสำหรับ การพ่นสารฆ่าแมลง และสารป้องกันกำจัดโรคพืช
•    ถ้าเป็นหัวฉีดแบบกรวยชนิดปรับได้ ควรปรับให้ได้ละอองกระจายกว้างที่สุดซึ่งจะได้ละอองขนาดเล็กสม่ำเสมอ
•    ใช้ความเร็วการเดินพ่นประมาณ 1 ก้าวต่อวินาที และทำการพ่นให้คลุมทั้งต้น ไม่ควรพ่นจี้นานเกินไปเพราะจะทำให้น้ำยาโชกและไหลลงดิน
•    เริ่มทำากรพ่นจากทางใต้ลมก่อน และขยายแนวการพ่นขึ้นเหนือลม ขณะเดียวกันหันหัวฉีดไปทางใต้ลมตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมี
•    การพ่นควร พลิก-หงายหัวฉีดขึ้น-ลง เพื่อให้ละอองแทรกเข้าทรงพุ่มได้ดีขึ้น โดยเฉพาะด้านใต้ใบ
8. การเก็บเกี่ยว
•    เก็บเกี่ยวเมื่อหอมหัวใหญ่แก่เต็มที่ โดยสังเกตที่ลำต้นเทียมจะหักพับลงหรือให้มือบีบลำต้น ลำต้นเทียมถ้าพบว่าแข็งแสดงว่ายังไม่แก่ แต่ถ้าบีบแล้วพบว่าข้างในกลวงเหมือนหลอดดูดกาแฟก็เก็บเกี่ยวได้
8.1 การเก็บเพื่อรอจำหน่ายในช่วงสั้น
•    ถอนผึ่งไว้ 2-3 วัน เพื่อให้ใบแห้ง ตัดรากที่แห้งออกให้หมด ตัดลำต้นเทียมที่แห้งออกให้เหลือติดหัวหอมประมาณ 2-3 เซนติเมตร
•    คัดแยกขนาดของหัวหอม ใส่ภาชนะบรรจุ เช่น ถุงตาข่าย ตะกร้า
•    ช่วงที่รอจำหน่ายตากหอมหัวใหญ่ให้แห้งต่อไปได้จนเหลือที่หุ้มหัวหอมและลำต้นเทียมแห้งจึงเก็บเข้าที่ร่มได้
8.2 การเก็บเกี่ยวเพื่อการส่งออก
•    คัดขนาดหอมหัวใหญ่ตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ คือเส้นผ่าศูนย์กลาง 7-9 เซนติเมตร (MLO)
•    เก็บโดยตัดเฉพาะต้น ไม่ตัดราก บรรจุกระสอบ ตะกร้าหรือถุงตาข่าย ขนาดบรรจุประมาณ 50 กก.
•    ส่งผู้รับซื้อตามที่ตกลง เพื่อคัดขนาดส่งออกต่อไป
9. วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
9.1 การเก็บรักษาเพื่อรอจำหน่าย
9.1.1 การเก็บแขวนในโรงเก็บสภาพธรรมชาติ
•    ถอนแล้วมัดผึ่งแดดเพื่อให้ใบแห้ง 2-3 วัน
•    มัดเป็นจุกแขวนบนราวไม้ไผ่ในโรงเก็บที่อากาศถ่ายเทได้ดี
•    การจำหน่ายจะตัดรากต้นเทียมคัดขนาดของหัวบรรจุในถุงตาข่าย ตะกร้า หรือกล่องกระดาษขนาดบรรจุ 25-30 กิโลกรัม
9.1.2 การเก็บในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิ
•    ถอนผึ่งแดดเพือ่ให้ใบแห้ง
•    ตัดใบแห้งออกและเก็บในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิ 5-7 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70% จะเก็บได้นาน 4-6 เดือน
•    การจำหน่าย นำหอมหัวใหญ่ออกจากห้องเย็นผึ่งให้แห้งในร่ม ตัดราก ตัดต้นเทียมออกหมด ลอกเปลือกสกปรกออก คัดขนาดและบรรจุกล่องกระดาษ ขนาดบรรจุ 25-30 กก.
10. การบันทึกข้อมูล
เกษตรกรควรบันทึกการปฏิบัติการในขั้นตอนการผลิตต่าง  ให้มีการตรวจสอบได้ หากเกิดข้อผิดพลาดบกพร่องขึ้น สามารถจัดการแก้ไขหรือปรับปรุงได้ทันท่วงที เช่น
•    บันทึกสภาวะแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน
•    พันธุ์ วันปลูก วันถอนแยก
•    วันใส่ปุ๋ย สารเคมี และชนิดชีวินทรีย์ พร้อมอัตราการใช้
•    วันที่ศัตรูพืชระบาด
•    ค่าใช้จ่าย ปริมาณผลผลิต และรายได้
•    ปัญหาอุปสรรคอื่น ๆ ในช่วงฤดูปลูก



การปลูกหอมแดง -
  • หอมแดงเป็นพืชผักที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่โดยธรรมชาติแล้ว หอมแดงชอบอากาศเย็น และกลางวันสั้น คือ ต้องการแสงแดดเพียง 9-10 ชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นหากปลูกในฤดูหนาว หอมแดงจะมีการเจริญเติบโตดี แตกกอให้จำนวนหัวมาก และมีขนาดหัวใหญ่ แต่หอมแดงที่ปลูกในฤดูหนาวนี้จะมีอายุการเก็บเกี่ยวนานกว่าหอมแดงที่ปลูกในฤดูอื่น เช่น ในฤดูหนาวทางภาคเหนือ หอมแดงจะแก่จัดเก็บเกี่ยวได้ช่วงอายุ 90-110 วัน หากปลูกในฤดูฝนจะเก็บเกี่ยวได้ในช่วงอายุ 45-60 วัน
  • พันธุ์ของหอมแดง
  • ที่นิยมปลูกในบ้านเรา คือ
  • 1. หอมแดงพันธุ์พื้นเมืองภาคเหนือ ทางภาคเหนือเรียก หอมบั่ว เป็นหอมแดงที่มีเปลือกนอกสีเหลืองปนส้มขนาดหัวปานกลาง ลักษณะกลมสี ใน 1 หัวแยกได้ 2-3 กลีบ กลิ่นไม่ฉุนจัด รสหวาน ระหว่างการเจริญเติบโตไม่มีดอกและเมล็ด เมื่อปลูก 1 หัว จะแตกกอให้หัว ประมาณ 5-8 หัว อายุเมื่อหัวแก่เต็มที่ในฤดูหนาว 90 วัน และฤดูฝน 45 วัน ผลผลิตที่ได้แตกต่างกันตามฤดูปลูกและการดูแลรักษาได้ประมาณ 2000-3000 กิโลกรัม/ไร่ คุณภาพในการเก็บรักษาไม่ค่อยดี เพราะมีเปอร์เซ็นต์ แห้งฝ่อ และเน่าเสียหายมากถึง 60%
  • 2. หอมแดงพันธุ์บางช้าง หรือหอมแดงศรีสะเกษ เป็นหอมแดง ที่มีเปลือกนอกสีม่วงปนแดง เปลือกหนาและเหนียว ขนาดหัวใหญ่ สม่ำเสมอ หัวมีลักษณะกลมใน 1 หัว มี 1-2 กลีบ กลิ่นฉุนจัด มีรสหวาน ระหว่างการเจริญเติบโต จะสร้างดอกและเมล็ดมาก ซึ่งจะต้องหมั่นตรวจดูและเด็ดทิ้งให้หมด มิฉะนั้นจะทำให้ได้ขนาดหัวเล็ด และจำนวนหัวน้อย โดยทั่วไปเมื่อปลูก 1 หัวจะแตกกอให้หัวประมาณ 8-10 หัว การแตกกอและลงหัวช้ากว่าหอมบั่วเล็กน้อย มีอายุเมื่อหัวแก่เต็มที่ให้ฤดูหนาว 100 วันขึ้นไป และฤดูฝน 45 วัน ให้ผลผลิตแตกต่างกันไปตามฤดูปลูกและการดูแลรักษาได้ประมาณ 1000-5000 กิโลกรัม/ไร่ คุณภาพในการเก็บรักษาดีกว่าหอมบั่ว
  • แหล่งเพาะปลูก
  • แหล่งเพาะปลูกหอมแดง มากที่สุดคือ ภาคอีสาน ได้แก่ ศรีสะเกษ , บุรีรัมย์ , นครราชสีมา รองลงมาคือ ภาคเหนือ ได้แก่ ลำพูน , เชียงใหม่ , เชียงรายและอุตรดิตถ์ นอกจากนี้ยังมีปลูกกันที่ราชบุรี , กาญจนบุรี และนครปฐม ด้วย
  • (ข้อมูลภาพrakbankerd.com)
  • ฤดูปลูก
  • ปลูกได้ตลอดปี ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือ เดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์
  • การเตรียมดิน
  • หอมแดงมีระบบรากตื้น ชอบดินร่วน มีการระบายน้ำดี แปลงปลูกควรไถพรวน หรือขุดด้วยจอบพลิกดินตากแดดไว้ก่อน 2-3 วัน แล้วย่อยดินให้เป็นก้อนเล็ก อย่าให้ละเอียดมาก เพราะจะทำให้ดินแน่น หอมลงหัวยากควรใส่ปุ๋ยคอก , ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยมูลสัตว์ลงไปคลุกเคล้าให้ทั่ว เก็บเศษวัชพืช หรือรากหญ้าอื่น ๆ ออกให้หมดแล้วรองพื้นก่อนปลูกด้วยปุ๋ยวิทยาศาสตร์ สูตร 15-15-15 ในปริมาณ 20-50 กิโลกรัม/ไร่
  • การเตรียมพันธุ์หอม
  • หัวหอมพันธุ์ที่จะใช้ปลูก ควรเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 เดือน เพราะหัวหอมที่จะใช้ปลูกควรมีระยะพักตัวอยู่สักระยะหนึ่ง แต่ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 6 เดือน เพราะระยะนี้หอมจะเริ่มแดงยอดอ่อนสีเขียวพ้นหัวเก่ามาแล้ว ให้นำหัวหอมพันธุ์มาตัดแต่งทำความสะอาด ตัดเล็มรากเก่า และใบแห้งทิ้งให้หมด หากเห็นว่ายอดอ่อนยาว อาจตัดทิ้งเสียสัก 1 ใน 10 เพื่อเร่งให้งอกไวเมื่อปลูกแล้ว ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่จะใช้หัวหอมพันธุ์ประมาณ 200 กิโลกรัม ก่อนปลูกหากเห็นว่าหัวหอมพันธุ์เป็นโรคราดำ หรือมีเน่าปะปนมา ต้องฉีดพ่นหรือจุ่มน้ำสารละลายป้องกันกำจัดเชื้อราจำพวกมาเนบ หรือซีเนบ ตามอัตราที่กำหนดในฉลาก และผึ่งลมให้แห้งก่อนนำไปปลูก
  • ระยะปลูก
  • นิยมปลูกเป็นแปลงขนาดกว้าง 1-1.5 เมตร ความยาวของแปลง เป็นไปตามความสะดวกในการปฎิบัติงานควรปลูกเป็นแถว ระยะปลูก 15-20 ซม. หรือ 20-20 ซม.
  • การปลูก
  • ก่อนปลูกควรรดน้ำแปลงปลูกให้ดินชุ่มชื้นไว้ล่วงหน้า นำหัวหอมพันธุ์มาปลูกลงในแปลง โดยเอาส่วนโคนหรือที่เคยเป็นที่ออกรากเก่าจิ้มลงไปในดินประมาณครึ่งหัว ระวังอย่ากดแรงนักจะทำให้ลำต้นหรือหัวชอกช้ำจะทำให้ไม่งอก หรืองอกรากช้า เมื่อปลูกทั่วทั้งแปลงให้คลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้งหรือแกลบหนาพอสมควรเป็นการรักษาความชุ่มชื้นและคุมวัชพืช จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม ๆ ต้นหอมจะงอกออกมาภายใน 7-10 วัน หากหัวใดไม่ลอกให้ทำการปลูกซ่อมทันที
  • การดูแลรักษา
  • การให้น้ำ หอมแดงต้องการน้ำมากและสม่ำเสมอในระยะเจริญเติบโตและแตกกอ หากปลูกในที่ ๆ มีอากาศแห้งและลมแรง อาจต้องคอยให้น้ำบ่อย ๆ เช่น ภาคอีสาน ช่วงอากาศแห้งมาก ๆ ระยะแรกอาจให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น ในภาคเหนือ เกษตรกรจะให้น้ำประมาณ 3-7 วันต่อครั้ง
  • การให้ปุ๋ย
  • - เมื่ออายุ 14 วัน หลังจากปลูก ควรใส่ปุ๋ยยูเรีย หรือแอมโมเนียมซัลเฟต อัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่
  • - เมื่ออายุ 35-40 วัน ให้ใส่ปุ๋ย 15-15-15 ในอัตรา 20-50 กิโลกรัม/ไร่
  • การใส่ปุ๋ยใช้วิธีโรยห่าง ๆ ต้นห่างจากต้นราว 7 ซม. หรือใช้วิธีโรยให้ทั่วแปลงก็ได้ หลังจากให้ปุ๋ยให้เอาน้ำรดหรือเอาน้ำเข้าแปลงให้ชุ่ม
  • การกำจัดวัชพืช
  • ควรกำจัดวัชพืชบ่อย ๆ เมื่อวัชพืชยังเล็ก หากโตแล้วจะทำการกำจัดยากและจะกระทบกระเทือนรากหอมแดงได้มาก ปัจจุบันนิยมใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชมากขึ้นเพราะประหยัดแรงงานกว่า ตัวอย่างสารเคมีที่ใช้กำจัดวัชพืชในแปลงหอมแดง ได้แก่ อลาคลอร์ อัตราการใช้ให้ใช้ตามที่ระบุในฉลากยา
  • โรคแมลง
  • โรคที่สำคัญของหอมแดง ได้แก่ โรคเน่าเละ , โรคใบจุดสีม่วง , โรคราน้ำค้าง และ โรคแอนแทรคโนส
  • แมลงศัตรูหอมแดงที่สำคัญ ได้แก่ หนอนกระทู้หอมและเพลี้ยไฟ
  • ควรฉีดยาฆ่าแมลงและยากันรา ที่ราคาไม่แพงนักทุก 7 วัน เพื่อป้องกันไว้ล่วงหน้า หอมแดงที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีจะงอกงามและให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ
  • การเก็บเกี่ยว
  • โดยปกติหอมแดงที่ปลูกในฤดูหนาว จะแก่จัดเมื่ออายุ 70-110 วัน ถ้าปลูกในฤดูฝนจะสามารถเก็บได้ เมื่ออายุประมาณ 45 วัน แต่ผลผลิตของหอมแดงทั้ง 2 ฤดูแตกต่างกัน คือในฤดูหนาวจะให้ผลผลิตมากเป็น 2-3 เท่าของในฤดูฝน จึงเป็นเหตุให้ หอมแดงในฤดูฝนมีราคาสูงกว่า
  • หอมแดงที่เริ่มแก่แล้วจะสามารถสังเกตได้จากสีของใบจะเขียวจางลง ปลายใบเริ่มเหลืองและใบมักจะถ่างออก เอนล้มลงมากขึ้น ถ้าบีบส่วนคอ คือบริเวณโคนใบต่อกับหัวหอม จะอ่อนนิ่ม ไม่แน่นแข็ง แสดงว่าหอมแก่แล้ว
  • หลังจากเก็บเกี่ยว มีการปฎิบัติคล้ายกระเทียม คือหอมแดงที่ถอนแล้ว ต้องนำมาผึ่งลมในที่ร่มให้ใบเหี่ยวแห้งจากนั้นก็มัดเป็นจุก คัดขนาด และทำความสะอาด คัดพันธุ์แล้วนำไปแขวนไว้ในที่ร่ม เช่นใต้ถุนบ้าน ให้มีลมโกรก เพื่อระบายความชื้นจากหัวและใบหอม ไม่ให้ถูกแดด ฝนหรือน้ำค้าง หอมแดง หากเก็บไว้ในอากาศอบอ้าวจะเกิดโรคราสีดำ และเน่าเสียหายเช่นเดียวกับกระเทียม
  • การเก็บหอมแดงไว้ทำพันธุ์
  • หอมแดงที่แก่จัดหากเก็บรักษาไว้ดีจะฝ่อแห้งเสียหาย เพียง 35-40% ควรคัดเลือกหอมแดงที่จะใช้ทำพันธุ์ แยกออกมาต่างหากจากส่วนที่จะขาย และฉีดพ่นยากันรา เช่น เบนเลท ให้ทั่ว และนำไปผึ่งลมจนแห้งสนิทจึงนำเก็บรักษาไว้ทำพันธุ์ (ไม่ควรนำมารับประทาน) จะช่วยป้องกันไม่ให้หอมแดงเน่าเสียหายง่าย.
  • ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก กรมส่งเสริมการเกษตร



Get This? Newsflash Scroller PRO for Mambo 4.5.1, © 2004 webraydian.com

จากข่าวสด


Warning: file_put_contents() [function.file-put-contents]: Only 0 of 4685 bytes written, possibly out of free disk space in /home/taladkas/public_html/CropsBoard/libraries/simplepie/simplepie.php on line 8666

Warning: /home/taladkas/public_html/CropsBoard/cache/d41552327d7f7ccb4372978331df1670.spc is not writeable in /home/taladkas/public_html/CropsBoard/libraries/simplepie/simplepie.php on line 1779

Warning: file_put_contents() [function.file-put-contents]: Only 0 of 4685 bytes written, possibly out of free disk space in /home/taladkas/public_html/CropsBoard/libraries/simplepie/simplepie.php on line 8666

Warning: /home/taladkas/public_html/CropsBoard/cache/d41552327d7f7ccb4372978331df1670.spc is not writeable in /home/taladkas/public_html/CropsBoard/libraries/simplepie/simplepie.php on line 1779

อุตุนิยมวิทยา

ข่าว กรมอุตุนิยมวิทยา

จำนวนผู้เข้าชมเวป

เรามี 84 บุคคลทั่วไป ออนไลน์